เมื่อมีสติปัฏฐาน 4 พระธรรมเทศนา พระอาจารย์กิตติเชษฐ์ สิริวฑฺฒโก

ความยินดียินร้ายเป็นเช่นไรเล่า?
จิตบางคน มีความสุขทางโลก ก็มีความชอบใจ สะสมความสุขโลกียะไว้
เช่น แม่ชีปิ่น เคยไปเที่ยวต่างประเทศ เคยไปดำน้ำทะเล ก็ชอบ
… ก็บอกอย่าเลย นั่นทุกข์ ก็ไม่เข้าใจ
ชอบดำน้ำทะเล ดูสัตว์ทะเลทั้งหลาย
… อย่าเลยนะ เดี๋ยวเธอจะต้องไปเกิดเป็นสัตว์ทะเลเหล่านั้น เพราะเธอมีความพอใจและยินดี ก็ยังไม่เข้าใจ
บัดนี้มาเข้าใจแล้ว

ขณะที่เรามีสติรู้กายรู้จิตของเรา เราจะเห็นความเบา ความสะอาด จนถึงความบริสุทธิ์ของจิต
รู้สึกได้ จิตตนเองนั่นล่ะ ขณะนี้มันสบาย ปลอดโปร่ง มันเบา มันบริสุทธิ์ มันสะอาด มันว่าง
แต่คราใดที่เราหลงไป จิตไปติดความสุขทางโลก เช่น การกิน อยู่ หลับนอน เป็นต้น
หรือการได้รับสิ่งที่พอใจ เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ เหมือนตำรวจพอได้ 2 ขั้น ได้เลื่อนตำแหน่ง
มันก็เกิดความหลงใหลได้ปลื้ม เพราะความสมมติว่ามีชั้นนี้ ระดับนี้
พอเขาเลื่อนขึ้น ระดับสูงขึ้น เราก็ดูพิเศษกว่าคนอื่น ดูเรามีอำนาจ ดูเรามีความยิ่งใหญ่
บางคนหลงมากก็ใช้อำนาจหน้าที่ไปทางที่ผิด แต่บางคนไม่หลง ได้มาก็ทำความดี ไม่ได้ก็ไม่เสียใจ
….

..
.
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสว่า เจ้าตัณหา เจ้าได้สร้างเรือนให้เราอาศัยมานานแล้ว
บัดนี้ เราได้ทำลายเรือนนั้นแล้ว จะไม่อาศัยเจ้าตัณหาอีกต่อไป

แต่เราทั้งหลายกลับสร้างเรือนตัณหาให้มั่นคง แข็งแรง ให้ใหญ่โตกว่าเดิม
ให้มีอาณาเขตมากมายมากกว่าเดิม
ครอบที่จิตตนเองยังไม่พอ ก็ยังไปครอบงำจิตคนที่เราใกล้ชิด
ต้องเป็นแบบนี้ เธอต้องตามฉันแบบนี้ นั่นคือความหลง
นี่ความสุขทางโลกยังเป็นขนาดนี้ แล้วความทุกข์ทางโลกจะเป็นขนาดไหน?
ย่อมเจ็บปวดทรมานกว่าความสุขแน่นอน

ความเสียใจที่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ
ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ความคับแค้นใจ ความเศร้าโศกพิไรรำพัน
จิตมันจะทรมานแค่ไหนล่ะ?

คิดถึงคราใดก็ทุกข์ คิดถึงคราใดก็เจ็บปวด นั่นคือภพชาติไม่ยอมจากใจเราไป
สติปัฏฐาน4 จึงเป็นทางสายเอก พึงทำลายความยินดียินร้ายในโลกใบนี้เสีย
ด้วยการเจริญสติรู้ทัน การเจริญสมาธิ ปัญญา พิจารณาธรรมอยู่เนืองๆ
สังเกตจิตเราบ่อยๆ พอมันสมหวัง จิตมันก็ฟู มันก็ลิงโลดใจ
แต่เมื่อสังเกตให้ดี สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม จิตมันหนักขึ้นมา เพราะความยินดี ความมีตัวตน
….

..
.

สิ่งที่ดีที่สุด ให้คิดถึงพระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าเสมอ
เธอไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก พระพุทธองค์ พระอรหันต์ ก็อยู่กับเธอตลอดเวลานั่นล่ะ
มันเป็นโลกุตตรสุข มันเป็นความสุขทางธรรม มันคือสติปัฏฐาน4 นะ
ธัมมานุปัสสนา เห็นธรรมในธรรม จิตตานุปัสสนา เห็นจิตในจิต

ถ้ามันจะคิด ก็วนคิดอยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ซะ
ความยินดียินร้ายในโลกใบนี้มันก็ไม่เกิดขึ้น มันมีแต่ความเข้าใจ คลายความยึดมั่นถือมั่นในโลกใบนี้ลง
เพราะจิตเราไปอยู่กับผู้ที่พ้นทุกข์แล้วไง เรื่องอะไรเอาจิตไปอยู่กับคนที่ยังทุกข์อยู่เล่า
คนที่ยังมีกิเลส มีตัณหา บางทีเขายังมีมากอยู่ แม้เป็นสามี เป็นลูก เป็นใครก็ตาม
ตราบใดที่เขายังไม่สิ้นกิเลส จิตเราไปเกาะเกี่ยว เราก็ทุกข์อยู่ร่ำไปนั่นล่ะ

บางคนก็ไปสัญญาว่าเดี๋ยวชาติหน้า เจอกันอีก ทุกชาติเราไม่จากกัน
นั่นล่ะคือสังสารวัฏได้เกิดขึ้นแล้ว ความยินดียินร้ายในโลกใบนี้ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

เมื่อเราปรารถนานิพพานจริงๆ เราควรมีสติทุกขณะ ความคิด อารมณ์ คำพูด การกระทำใดๆ
ให้เป็นไปเพื่อทำลายความยินดียินร้ายในโลกใบนี้ และสังสารวัฏนี้เสีย
เหมือนเราบอกลาทุกภพภูมิ ทุกสัญญาที่เคยมีมา และสัญญาใหม่ที่จะเกิดขึ้นโดยขาดสติก็ตาม
เหมือนพระอานนท์บอกนางโกกิลาไง ฉันรักเธอไม่ได้หรอก ฉันรักพระพุทธเจ้าหมดหัวใจแล้ว
เธออย่าคิดอย่างนี้เลย ฉันให้เธอไม่ได้หรอก ความรักของฉันน่ะ เพราะฉันรักพระพุทธเจ้าไปหมดแล้ว
มันก็ไม่มีความยินดียินร้ายในโลกใบนี้ ในภพชาติ ในสังสารวัฏนี้แล้วล่ะ
….

พระธรรมเทศนา พระอาจารย์ กิตติเชษฐ์ สิริวฑฺฒโก
เรื่อง “เมื่อมีสติปัฏฐาน 4”
๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๐
บ้านสามพราน

ความคิดเห็น